ญี่ปุ่นหนุน"ยานยนต์ไฮโดรเจน"

แฟ้มภาพต้นแบบรถยนต์เซลล์ล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนของโตโยต้า ซึ่งมีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2015


3 ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่แดนอาทิตย์อุทัยทั้งโตโยต้า ฮอนด้า และนิสสัน ประกาศตัวเป็นแกนนำร่วมกับนานาบริษัทด้านพลังงานในญี่ปุ่น เพื่อผลักดันให้เกิดการทำตลาด"รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน"ในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายสถานีเติมเชื้อเพลิงให้ครอบคลุมทั่วเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นภายในปี 2015

ผู้ร่วมโครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฮโดรเจนในครั้งนี้ประกอบด้วย โตโยต้า ฮอนด้า และนิสสัน รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบกิจการพลังงานทั้งตัวแทนจำหน่ายและผู้สกัดก๊าซธรรมชาติในญี่ปุ่นมากกว่า 10 ราย โดยทั้งหมดตั้งเป้าว่าจะสามารถสร้างสถานีเติมเชื้อเพลิงได้มากกว่า 100 จุดในอีก 4 ปีข้างหน้า ในพื้นที่เมืองโตเกียว นาโกยา โอซากา และฟูกูโอกะ

ที่ผ่านมา ค่ายรถหลายเจ้าได้ประกาศนโยบายพัฒนายานยนต์เซลล์เชื้อเพลิงหรือ Fuel Cell Vehicles (FCVs) ยุคใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว บนความหวังในการลดมลพิษทางอากาศเพราะการเปลี่ยนไฮโดรเจนมาเป็นพลังงานไฟฟ้า แต่การร่วมมือเพื่อสร้างเครือข่ายให้บริการเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นคือขั้นตอนสำคัญของการทำให้ยานยนต์ไฮโดรเจนสามารถแจ้งเกิดในตลาดได้จริง เพราะความร่วมมือจากกลุ่มผู้ผลิตพลังงานนั้นมีส่วนทำให้ต้นทุนการผลิตระบบสนับสนุนของค่ายรถลดลงด้วย

ไม่มีข้อมูลว่าผู้ร่วมโครงการนี้วางแผนลงทุนในโครงการเป็นเงินกี่ร้อยล้านเยน แต่ทั้งหมดเชื่อว่าความต้องการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการขนส่งของญี่ปุ่น จะทำให้ค่ายรถและอุตสาหกรรมพลังงานร่วมมือกันเพื่อขยายจุดให้บริการไฮโดรเจนแก่รถยนต์พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ยานยนต์ไฮโดรเจนเป็นหนึ่งในรถยนต์พลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในวงกว้าง แม้รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Nissan Leaf หรือรถยนต์ลูกผสมไฟฟ้าและน้ำมันอย่าง Toyota Prius จะกลายเป็นกระแสในตลาดมาแล้วระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดเรื่องการผลิตที่มีต้นทุนแสนแพง รวมถึงการขาดแคลนเครือข่ายจุดให้บริการพลังงาน ทั้งหมดล้วนเป็นอุปสรรคที่ส่งให้ยานยนต์ไฮโดรเจนไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

โตโยต้าเคยประกาศว่าจะเปิดตัวรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงภายในปี 2015 โดยมีแผนพัฒนารถยนต์ลูกผสมระหว่างน้ำมันและเซลล์เชื้อเพลิงเช่นกัน

สำหรับฮอนด้านั้นเริ่มเปิดตัวรถยนต์รุ่น 200 FCX Clarity ซึ่งใช้พลังงานจากไฮโดรเจนมาแล้วตั้งแต่ปี 2008 โดยเปิดเช่าแก่ลูกค้าในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรปบางประเทศ
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

เปิดตัวครั้งแรกในโลก Toyota Prius C Concept ไฮบริดประหยัดน้ำมันมากที่สุด เริ่มขายปีหน้า

เปิดตัวครั้งแรกในโลก Toyota Prius C Concept ไฮบริดประหยัดน้ำมันมากที่สุด เริ่มขายปีหน้า นอกจากจะอวดโฉม Prius V minivan แล้ว ที่งาน Detroit Auto Show ปีนี้ Toyota ยังนำเอา Prius C Concept ไปเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ดีทรอยต์ด้วยเช่นกัน คำว่า C ในชื่อรุ่นย่อมาจากคำว่า “City” ที่บริษัทฯตั้งใจออกแบบรถรุ่นนี้มาเพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนโสดและครอบครัวใหม่วัยหนุ่มสาวที่ต้องการรถที่ประหยัดน้ำมัน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และขับขี่สนุก
Toyota มีจะเริ่มจำหน่าย Prius C ในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้า โดยเวอร์ชั่นผลิตเพื่อจำหน่ายจะมีขนาดเล็กกว่าที่เห็นอยู่นี้เล็กน้อย ซึ่ง Toyota ตั้งใจทำราคาไฮบริดรุ่นนี้ให้อยู่ในระดับที่คนหนุ่มสาวสามารถซื้อหามาใช้ได้ไม่ยากหรือราคาไม่แพงนั่นเอง ที่สำคัญ Prius รุ่นนี้จะกินน้ำมันน้อยกว่ารุ่นมาตรฐาน โดยถือว่าเป็นรถไฮบริด(ที่ไม่ใช่ Plug-In Hybrid)ที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยที่สุด(ประหยัดน้ำมันมากที่สุด)เมื่อเทียบกับรถไอบริดในท้องตลาด สำหรับรายละเอียดอื่นๆยังไม่มีการเปิดเผยครับ
เปิดตัวครั้งแรกในโลก Toyota Prius C Concept ไฮบริดประหยัดน้ำมัน
เปิดตัวครั้งแรกในโลก Toyota Prius C Concept ไฮบริดประหยัดน้ำมัน
เปิดตัวครั้งแรกในโลก Toyota Prius C Concept ไฮบริดประหยัดน้ำมัน

ใหม่โตโยต้า พริอุส ไฮบริด เจเนอเรชั่นที่3 สมรรถนะเยี่ยม ประหยัดน้ำมันสุดๆ

ใหม่โตโยต้า พริอุส ไฮบริด เจเนอเรชั่นที่3 สมรรถนะเยี่ยม ประหยัดน้ำมันสุดๆ
หลังจากการเปิดตัว " พริอุส ไฮบริด เจเนอเรชั่นที่3" อย่างเป็นทางการในบ้านเรา เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ทีมประชาสัมพันธ์ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้จัดกิจกรรมการทดสอบ เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงสมรรถนะ อันโดดเด่น และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ของ "พริอุส เจเนอเรชั่นที่3" ยนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
สัมผัสแรกที่เห็นเจ้า "พริอุส ไฮบริด" ต้องยอมรับว่าดีไซน์ได้โดดเด่นมาก รูปโฉมดูล้ำสมัย เส้นสายลายเส้นสอดรับกันได้อย่างลงตัว ไฟหน้าแบบ LED ลักษณะคล้ายก้ามปู ดูแปลกตาไม่ซ้ำใคร พร้อมระบบทำความสะอาดไฟหน้า ด้วยหัวฉีดน้ำที่สามารถพับซ่อนเก็บได้ ขณะที่ไฟท้ายแบบ LED สไตล์สปอร์ต มองเห็นได้ชัดเจน และเสริมความเท่ห์ด้วย ล้ออัลลอย ขนาด 15 นิ้ว สำหรับการตกแต่งภายในดูเรียบหรู เน้นการใช้งานได้ทุกส่วน เพิ่มความล้ำสมัยด้วยระบบการแสดงผลมาตรวัดความเร็วรถ และระดับการขับขี่ บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display) พร้อมจอแสดงข้อมูลแบบออพตริตรอน ที่ จะช่วยไม่ให้ผู้ขับขี่ต้องละสายตาจากถนน (Advanced Multi-information Display หรือ MID) นอกเหนือจากนี้พวงมาลัยยังเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น สามารถแสดงภาพกราฟฟิกของปุ่มควบคุมต่างๆ บนจอ MID ได้ด้วย
โตโยต้า พริอุส ไฮบริด ใช้เครื่องยนต์ Atkinson Cycle รหัส 2ZR-FXE / 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาว์ล VVT-i โดยเครื่องยนต์เปลี่ยนจากเดิม 1,500 ซีซี มาเป็นขนาด 1,800 ซีซี แบบฟลูไฮบริด แรงม้าสูงสุด 99 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที เพิ่มพลังมากขึ้น ซึ่งทีมวิศวกรการันตีว่า สมรรถนะเทียบเท่าเครื่องยนต์ 2400 ซีซี กันเลยทีเดียว แต่อัตราการสิ้นเปลืองจะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น 30% ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นแบบมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร มีแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 650 โวลต์ กำลังสูงสุด 82 แรงม้า และแรงบิดสุงสุด 207 นิวตัน-เมตร เมื่อผนวกกับเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ ซึ่งระบบคันเกียร์จะกลับคืนสู่ตำแหน่งกลาง โดยอัตโนมัติทุกครั้งหลังการ เข้าเกียร์ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่มากขึ้น สำหรับแบตเตอรี่ไฮบริดแบบ Nickel-Metal Hydride ได้รับการพัฒนาให้มีน้ำหนักเบา และทนทานมากขึ้น โดยโตโยต้า ให้การรับประกัน 3 ปี หรือ 100,00 กม. ทั้งนี้ วิศวกรได้ การันตีว่าอายุการใช้งานของแบตฯ อย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป
สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ ใช้เส้นทางในพื้นที่จ.เชียงราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทางลาดชัน สลับกับทางโค้ง เรียกได้ว่าได้ทดสอบสมรรถนะของเจ้าพริอุส ไฮบริด กันเต็มๆ ทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ทำงานร่วมกันได้อย่างไหลลื่น มีประสิทธิภาพมาก ทั้งนี้ พริอุส ไฮบริด จะมีโหมดให้เลือกการใช้งานได้ถึง 3 รูปแบบ คือ การขับขี่แบบเต็มกำลัง (PWR Mode) แบบประหยัดน้ำมัน ( ECO Mode ) และแบบเงียบสนิท ( EV Mode ) ให้เลือกขับขี่ได้ตามความต้องการ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนเกียร์ก็เป็นไปอย่างนุ่มนวล พวงมาลัยให้ความแม่นยำสูงมาก ช่วงล่างเกาะถนนดีเยี่ยม แต่ถ้าต้อง ขับขี่ในทางลาดชัน ผู้เขียนลองพลักคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง B ตามที่วิศวกรแนะนำ ต้องยอมรับว่าช่วยให้ขับขี่ได้สนุกมากครับ
ด้านความปลอดภัยมีให้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างนิรภัย GOA , เบรก ABS พร้อมระบบ EBD ช่วยกระจายแรง เบรก, ถุงลมนิรภัย 7 จุดรอบคัน , ระบบควบคุมการทรงตัว ( VSC ) ที่จะช่วยให้รถทรงตัวได้ในทุกสภาพการขับขี่ และสั่งเครื่องยนต์ให้ลดความเร็วอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบสัญญาณไฟเบรกกระพริบ เมื่อเบรกกระทันหัน เพื่อเตือนรถ ที่อยู่ด้านหลัง ช่วยเพิ่มความมั่นใจ และความปลอดภัยได้มากขึ้น

โดยสรุปแล้ว "โตโยต้า พริอุส ไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 3" เป็นยนตรกรรมที่น่าสนใจอีกหนึ่งรุ่น ทั้งด้านสมรรถนะ และความปลอดภัยที่เหนือกว่ารถในเซกเม้นท์เดียวกัน และที่สำคัญยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สำหรับผู้ที่สนใจทดลองขับได้ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ สนนราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 1.19 ล้านบาท
นิติ โมราวรรณ
ที่มา naewna

Toyota Yaris โตโยต้า ยาริสกับประวัติย่อๆ

โตโยต้า ยาริส (Toyota Yaris) เป็นชื่อของรถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก ที่ท้ายสั้น มีขนาดเล็กกระทัดรัด ของโตโยต้า ซึ่งยาริส มีชื่ออีก 2 ชื่อ ที่ใช้เรียกในประเทศอื่นๆ คือชื่อ โตโยต้า วิตซ์ (Toyota Vitz) และ โตโยต้า เอโค (Toyota Echo)

โตโยต้า ยาริส ผลิตมาเพื่อทดแทนรถรุ่น โตโยต้า สตาร์เล็ต (Toyota Starlet) ซึ่งได้เลิกผลิตไป เมื่อปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542) โดยก่อนหน้านี้ ในประเทศไทย สตาร์เล็ตเป็นรถรุ่นแรกๆ ที่มีขนาดเล็ก และมีโครงตัวถังแบบ hatchback (ท้ายกุด ไม่มีกระโปรงหลัง) ที่เข้ามาขายในประเทศไทย ซึ่งก็มีกระแสตอบรับมาบ้างในเรื่องของความประหยัดน้ำมัน และความกระทัดรัดขับง่าย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก เนื่องจากคนไทยในช่วงนั้น ไม่ไว้วางใจในความปลอดภัยของรถรุ่นสตาร์เล็ต เพราะเกรงว่าผู้โดยสารที่นั่งหลังจะได้รับอันตรายได้ง่ายหากถูกชนท้าย จนเลิกผลิตไปในที่สุด

ปีเดียวกับที่สตาร์เล็ตเลิกผลิต ทางโตโยต้าก็ได้นำยาริสเข้ามาแทนที่ ด้วยการออกแบบโดย Sotiris Kovos นักออกแบบชาวกรีก ที่ทำให้ยาริสมีระบบความปลอดภัยที่ดีกว่า และดูทันสมัยขึ้น ทำให้ยาริสเป็นที่นิยม และมียอดขายดีกว่าสตาร์เล็ต

ยาริส เป็นรถรุ่นที่ใกล้เคียงและแข่งกับ ฮอนด้า แจ๊ซ เริ่มผลิตเมื่อ ค.ศ. 1999 และจนถึงปัจจุบัน แบ่งวิวัฒนาการเป็น 2 โฉม (Generation) คือ
Toyota Yaris โตโยต้า ยาริส โฉมที่ 1
โฉมแรกนี้ ไม่เป็นที่รู้จักในประเทศไทย ผลิตระหว่าง ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542) - ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548) แต่ในประเทศญี่ปุ่น,ออสเตรเลียและแคนาดา ยาริสโฉมนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก แต่ไม่มีขายในสหรัฐอเมริกา เป็นรถที่มีความประหยัดน้ำมันสูง ขนาดเครื่องยนต์เล็กที่สุดเริ่มต้นเพียง 1000 ซีซี 50 แรงม้า (1SZ-FE) และเครื่องยนต์ที่แรงกว่าอีกหลายขนาดไปจนถึงเครื่องยนต์เทอร์โบ (I4) 150 แรงม้า

ในยุโรป ยาริสได้รับรางวัล European Car of the Year ประจำปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) ด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด VVT-i ยาริสเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบรถเล็กกระทัดรัดขับง่าย ประหยัดน้ำมัน แต่ในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบรถใหญ่ที่ดูภูมิฐานอย่างในสหรัฐอเมริกา ยาริสไม่มีขาย

ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548) ยาริสก้าวเข้าสู่เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งโฉมนี้ เป็นที่รู้จักและนิยมในเมืองไทย
Toyota Yaris โตโยต้า ยาริส โฉมที่ 2
โฉมนี้ เป็นที่รู้จักในประเทศไทย ด้วยรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยและใหญ่ขึ้นในหลายมิติ เริ่มผลิตตั้งแต่ ค.ศ. 2005(พ.ศ. 2548) มาจนถึงค.ศ. 2010(พ.ศ. 2553) การผลิตระบบเกียร์มี 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด เครื่องยนต์ Toyota 1NZ-FE VVT-i 4 สูบ 1.5 L. 109 แรงม้า (80 กิโลว์ตต์ )ที่ 6,000 RPM แรงบิดที่ 141 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 RPM ประหยัดน้ำมันประมาณ 12.3 กิโลเมตรต่อลิตรในเมือง และ 15.3 กิโลเมตรต่อลิตรในชนบท และมีความแพร่หลายออกไปในหลายประเทศมากขึ้น เช่น ในประเทศไทย สหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศ ที่ไม่มียาริสรุ่นแรกขาย ก็มียาริสรุ่นที่สองออกขาย
Toyota Yaris โตโยต้า ยาริส โฉมที่ 3
ปัจจุบัน ยาริสรุ่นที่ 2 เริ่มจะเลิกผลิตในบางประเทศ โดยได้ปรับโฉมเป็นรุ่นที่ 3 เข้าแทนที่
ที่มาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติโตโยต้า พริอุส

โตโยต้า พริอุส (Toyota Prius) เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลาง ของค่ายรถยนต์โตโยต้า เป็นรถรุ่นแรกของโลกซึ่งนำระบบเครื่องยนต์ไฮบริดมาใช้ในเชิงพาณิชย์ (รถยนต์ไฮบริด คือ รถยนต์ที่ใช้ระบบไฟฟ้าแบตเตอรี่มาช่วยในการขับเคลื่อนในบางสถานการณ์ ทำให้รถยนต์ที่ใช้ระบบไฮบริดประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 30-50%) เริ่มการผลิตครั้งแรกใน ค.ศ. 1997 จนถึงปัจจุบัน แบ่งวิวัฒนาการตามช่วงเวลาได้ 3 Generation
Toyota Prius รุ่นที่ 1 (ค.ศ. 1997 - 2003)
พริอุสรุ่นแรก เปิดตัวในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1997 มีตัวถังแบบเดียว คือ ซีดาน 4 ประตู ในช่วงก่อน ค.ศ. 2001 พริอุสใช้รหัส NHW10 มีขายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เท่านั้น ยกเว้นบริษัทนำเข้าอิสระในประเทศต่างๆ จำนำรถมือหนึ่ง และ รถมือสองที่ถูกใช้แล้ว ส่งออกมายังประเทศตนเองบ้างเล็กน้อย หลังจากนั้น พริอุสเปลี่ยนไปใช้รหัสตัวถัง NHW11 โตโยต้าได้ส่งออกไปขายนอกประเทศญี่ปุ่นโดยตรง (แต่ไม่เข้ามาขายโดยตรงในประเทศไทย)

พริอุสจะใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT เป็นมาตรฐาน มีอัตราการใช้น้ำมันที่ประหยัดมาก (17.5 - 17.9 กม./ลิตร ในการวิ่งปกติ) และได้รับการตัดสินจากองค์กร CARB (California Air Resources Board) ให้เป็นรถยนต์มลพิษต่ำพิเศษ (Super Ultra Low Emission Vehicle)
Toyota Prius รุ่นที่ 2 (ค.ศ. 2004 - 2009)

พริอุสรุ่นที่ 2 ใช้รหัส NHW20 ได้เปลี่ยนมาผลิตตัวถังแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตู (ท้ายกุด ไม่มีกระโปรงสั้น คล้าย ฮอนด้า แจ๊ซ, โตโยต้า ยาริส ฯลฯ) พริอุสได้รับออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น (19.2 - 20.4 กม./ลิตร ในการวิ่งปกติ)

ด้านความปลอดภัย มีองค์กรต่างๆ ได้ไปทำการ ทดสอบการชน กับรถพริอุส โดยมีผลการทดสอบอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีในรุ่นที่มีถุงลมนิรภัย Airbags รอบคัน แต่รุ่นที่ไม่มีถุงลมนิรภัย Airbags ในด้านข้าง มีผลการทดสอบที่ค่อนข้างไม่น่าพอใจ
Toyota Prius รุ่นที่ 3 (ค.ศ. 2010 - ปัจจุบัน)
พริอุสรุ่นที่ 3 ใช้รหัส ZVW30 ใช้ตัวถังแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตูตามเดิม เปิดตัวครั้งแรกในงาน North American International Auto Show 2009 ระหว่างวันที่ 11-25 มกราคม 2009 มีตัวถังใหญ่ขึ้น แต่ประหยัดน้ำมันมากขึ้นอีก (20.4 - 21.7 กม./ลิตร ในการวิ่งปกติ)

ปัจจุบันบริษัทโตโยต้าประเทศไทย ได้นำพริอุสรุ่นที่3เข้ามาทำการเปิดสายการผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยอย่าง เป็นทางการแล้ว ถือเป็นโตโยต้าพริอุสรุ่นแรกที่ผลิตที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรุ่นแรกที่ จำหน่ายในประเทศไทย
ที่มาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

New Toyota RAV4 EV Concept คาดว่าอีก 2 ปีมาแน่

ปี 1997 โตโยต้า เคยบุกตลาดรถยนต์พลังไฟฟ้า มาแล้วครั้งหนึ่ง และตอนนี้หน้าที่ของการทำตลาดคือ Toyotaเ อสยูวีรุ่น RAV4 แต่ด้วยเหตุที่มาเร็วไปหน่อย ก็เลยทำให้Toyota RAV4 EV กลายเป็นอดีตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับ รถยนต์ไฟฟ้าอีกรุ่นที่เปิดตัวขายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันอย่าง GM EV1
อย่างไรก็ตามตอนนี้ RAV4 EV กลับมาอีกครั้งภายใต้บริบทของตลาดที่รถยนต์พลังไฟฟ้ามีอนาคตที่สดใส โดยโตโยต้าได้พันธมิตรฝีมือดีอย่าง Tesla Motor มาช่วยในการคืนชีพToyota RAV4 EV โดยเปิดตัวในฐานะต้นแบบที่งานแอลเอ แต่จะมีการผลิตขายจริงอย่างแน่นอนปี 2012

ตรงนี้เป็นไปตามข้อตกลงที่โตโยต้าทำกับ Tesla ซึ่งฝ่ายหลังจะได้รับพื้นที่ของโรงงาน NUMMI ของโตโยต้าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงเป็นไลน์ผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้ารุ่นที่ 2 ซึ่งก็คือ Model S ขณะที่โตโยต้าได้รับข้อแลกเปลี่ยนจากสัญญาที่เซ็นกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ทาง Tesla จะเข้ามามีเอี่ยวในการช่วยพัฒนารถยนต์พลังไฟฟ้า ซึ่งก็คือ Toyota RAV4 EV ที่เห็นอยู่นี้
RAV4 EV ถูกปรับปรุงโดยอยู่บนพื้นฐานของเอสยูวีไซส์คอมแพ็กต์รุ่น RAV4 รุ่นปัจจุบัน ซึ่งทางโตโยต้ารับหน้าที่ในรื่องของการพัฒนาพื้นฐานทางวิศวกรรมของตัวรถผ่านทางศูนย์ Toyota Motor Engineering and Manufacturing North America (TEMA) ที่ตั้งอยู่ในมลรัฐมิชิแกน ขณะที่ Tesla ดูแลงานส่วนที่ตัวเองถนัด นั่นคือ การพัฒนาและปรับปรุงรายละเอียดเกี่ยวกับการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี EV

การพัฒนายังอ้างอิงอยู่บนพื้นฐานความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่ง RAV4 EV ถูกติดตั้งระบบพลังไฟฟ้าเข้าไปในตัวรถ โดยใช้แบตเตอรี่แบบใหม่ที่เรียกว่า Lithium Metal Oxide ที่มีประสิทธิภาพในการเก็บกระแสไฟฟ้าดีขึ้น ในขณะที่ขนาดโดยรวมของแพ็คแบตเตอรี่ไม่ใหญ่มานัก
แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทางด้านเทคนิค แต่โตโยต้าบอกว่ามีกำลังอยู่ที่ 30 kwh ซึ่งมากพอที่จะฉุดลากตัวถังของ RAV4 ให้มีอัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในระดับใกล้เคียงกับ RAV4 ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบวี6

ขณะเดียวกันในเรื่องของน้ำหนักตัวรถเพิ่มขึ้นจาก RAV4 ที่ใช้เครื่องยนต์วี6 เพียง 220 ปอนด์ หรือ 100 กิโลกรัม ขณะที่ระยะทางการขับต่อการชาร์จ 1 ครั้งอยู่ที่ 100 ไมล์ หรือ 160 กิโลเมตร ถือว่าเป็นตัวเลขตอบสนองการขับเคลื่อนได้ดีในระดับหนึ่งเลยก็ว่าได้

สำหรับสถานที่ในการประกอบตัวรถในขั้นสุดท้ายยังไม่มีการระบุอย่างแน่ชัด โดยทางโตโยต้าจะผลิตตัวถังของ RAV4 EV ที่โรงงานในเมืองออนตาริโอ ประเทศแคนาดา และ Tesla จะผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ที่โรงงานของตัวเองใน Palo Alto มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

แต่ที่แน่ๆ โตโยต้าจะผลิตตัวต้นแบบออกมาจำนวน 35 คันสำหรับใช้ในการแล่นทดสอบเพื่อเก็บข้อมูล ก่อนวางตลาดภายในปี 2012

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

รายการบล็อกของฉัน